อินโดนีเซีย-ระเบิดพลีชีพต่อเนื่องโจมตีเมืองสุราบายา

อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ที่ถือว่าเลวร้ายที่สุดในทศวรรษ ซึ่งล่าสุดเมื่อวานนี้ เกิดเหตุระเบิดอีกระลอก เป็นการระเบิดฆ่าตัวตาย จากครอบครัวหนึ่งที่มีสมาชิกทั้งหมด 5 คนที่สำนักงานตำรวจในเมืองสุราบายา ทางด้าน The Jakarta Post ได้แนะนำการใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกต้องว่า สิ่งใดที่ไม่ควรโพสต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการช่วยผู้ก่อการร้ายทางอ้อมในสื่อสังคมออนไลน์

อินโดนีเซียขณะนี้กำลังเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากกลุ่มคนร้าย ที่โจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ ตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองสุราบายา บนเกาะชวาตะวันออก ซึ่งถือเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย และถือว่า เป็นเหตุกาณณ์ความรุนแรงที่เลวร้ายที่สุด ในรอบ 10 ปี

ซึ่งทางการระบุแล้วว่า เป็นฝีมือของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิก 6 คน โดยเหตุการณ์เรียงลำดับ เริ่มตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่โบสถ์คริสต์ 3 แห่ง

โดยการโจมตีแรกเป็นการโจมตีจากลูกชาย 2 คน ชื่อ Yusuf วัย 18 ปี และ Alif วัย 16 ปี ได้ขี่จักรยานยนต์ เข้าไปที่โบสต์ ซานตามาเรีย คาทอลิก (Santa Maria Catholic Church)

ทางฝั่ง Dita ผู้เป็นพ่อ ได้ขับรถบรรทุกระเบิด เข้าไปยังโบสถ์ สุราบายา เซ็นเตอร์ เพนเทคอสต์ (Surabaya Centre Pentecostal Church)

ส่วนทาง Puji ผู้เป็นแม่ ได้พาลูกสาว 2 คน ชื่อ Fadhila วัย 12 ปี และ Famela วัย 9 ปี สวมชุดที่ติดระเบิด เข้าไปยังโบสถ์ดิ โปเนโกโร อินโดนีเซียน คริสเตรียน (Diponegoro Indonesian Christian Church)

และในเวลาต่อมา ทั้งสามก็ได้กดระเบิดพลีชีพ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว อย่างน้อย 13 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน จากการสอบสวนในเบื้องต้น พบว่า ครอบครัวนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐ อิสลาม หรือ IS ในอินโดนีเซีย ด้วย

ด้าน ซิดนีย์ โจนส์ (Sidney Jones) ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้าย และ ผู้อำนวยการ สถาบันนโยบายและการวิเคราะห์ความขัดแย้ง (IPAC) ของจาการ์ตา เผยว่า ปัจจุบัน ผู้หญิง เข้ามามีส่วนร่วมในการก่อการร้าย มากขึ้น ส่วนสาเหตุ ที่แม่ พาลูกๆ ไปก่อเหตุด้วย ก็เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ เนื่องจาก คงไม่มีใครคิดว่า ผู้หญิงที่พาเด็กมาด้วย จะก่อเหตุร้ายได้

ตามรายงานยังระบุว่า ครอบครัวดังกล่าว เพิ่งเดินทางกลับจากซีเรีย ทำให้ตำรวจคาดเดาว่า ครอบครัวนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม Jemaah Ansharut Daulah หรือ JAD ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแนวคิด มาจาก กลุ่ม ISIS ซึ่งในเวลาต่อมา ทางกลุ่ม ISIS เอง ก็ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพครั้งนี้ด้วย

หลังจากนั้น ในช่วงกลางดึกของวันเดียวกัน ยังเกิดเหตุระเบิด ที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลังเข้าตรวจสอบ พบว่า ผู้ประกอบระเบิดดังกล่าว เป็นเพื่อนของนาย Dita พ่อของครอบครัวมือระเบิดที่ก่อเหตุที่ โบสถ์

ด้านนาย Joko Widodo ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ ประนามการกระทำดังกล่าวว่า เป็นการกระทำที่ขี้ขลาด และไร้มนุษยธรรม รวมถึง จะเร่งผลักดันให้รัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติ ต่อต้านก่อการร้าย โดยเร็ว

จนกระทั่งล่าสุด เมื่อวานนี้ เกิดการโจมตี ครั้งที่ 5 ขึ้น ที่สำนักงานตำรวจแห่งหนึ่ง ในเมือง สุราบายา โดยรายงาน ระบุว่า เป็นการระเบิดพลีชีพของครอบครัว อีกหนึ่งครอบครัว ที่ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน โดยใช้รถจักรยานยนต์ติดระเบิด ขี่เข้าไปในสถานีตำรวจ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ อย่างน้อย 10 คน และ มีสมาชิกในครอบครัวระเบิดพลีชีพ เป็นเด็กหญิง วัย 8 ขวบ รอดชีวิต

จากเหตุการณ์ระเบิด 5 ครั้ง ทั่วเมืองสุราบายา ทำให้เมืองหลวง อย่าง จาร์กาต้า ยกระดับการเตือนภัย เป็นระดับสูงสุด โดยมีการเพิ่มการลาดตระเวน และ การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ที่สำนักงานตำรวจทั้งหมด รวมถึง แจ้งให้โบสถ์ทั้งหมด ปิดทำการ จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ

ขณะนี้ยังคงมีข่าวปลอมเกี่ยวกับการก่อเหตุวางระเบิดตามโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ภายในประเทศ สร้างความตื่นตระหนก ให้กับชาวเมืองเพิ่มขึ้น ทาง The Jakarta Post จึงได้แนะนำ การใช้โซเชียล มีเดีย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ อย่างถูกต้อง

โดยอันดับแรก คือ หลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อมูล การก่อการร้ายต่างๆ ที่ไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ เพื่อไม่ให้ผู้คน ตื่นตระหนก และ ขาดสติ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือผู้ร้ายทางอ้อม รวมถึงไม่เผยแพร่รูปภาพของเหยื่อจากเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้โซเชียลที่พบเห็น เกิดความหวาดกลัว หรือ หากผู้คนได้พบเห็นภาพบ่อยๆ จนเกิดความเคยชินกับภาพ และเหตุการณ์เหล่านี้ จนอาจคิดไปว่า การก่อการร้าย เป็นเรื่องปกติไปได้ในที่สุด

และสิ่งที่ควรเผยแพร่ที่สุดในช่วงวิกฤตนี้ ควรเป็นข้อความที่มีประโยชน์ อย่างเช่น การขอความช่วยเหลือ ให้แก่ผู้บาดเจ็บ การบริจาคเงิน อาหาร เสื้อผ้า รวมถึง การบริจาคเลือด ให้ผู้บาดเจ็บภายในโรงพยาบาลด้วย

ขอบคุณข้อมูล จาก ch3

Categories: news